โบนัสปลายปีคืออะไร แชร์ 9 วิธีบริหารโบนัสปลายปีอย่างไรให้คุ้มค่า
ช่วงปลายปี หรือต้นปี เป็นช่วงเวลาที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทส่วนใหญ่จะให้เงินโบนัสแก่พนักงาน ซึ่งเราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะรีบนำเงินก้อนนั้นไปซื้อของเพื่อให้รางวัลตัวเองกันอย่างรวดเร็ว จนทำให้เงินหมดในพริบตา ดังนั้น จะดีกว่าไหมถ้าเรารู้วิธีการบริหารเงินโบนัสปลายปีให้คุ้มค่า และไม่ต้องทำให้คุณไปทุบกระปุกเอาเงินเก็บมาใช้ในช่วงปลายเดือน
โบนัสปลายปีคืออะไร
โบนัสปลายปีคือเงินรางวัลพิเศษที่บริษัทมอบให้พนักงานนอกเหนือจากเงินเดือนปกติ เพื่อเป็นการตอบแทนความทุ่มเทในการทำงานตลอดทั้งปี โดยมักจ่ายในช่วงสิ้นปีหรือต้นปีถัดไป จำนวนเงินโบนัสปลายปีที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ผลประกอบการของบริษัท ผลงานของพนักงานรายบุคคล ตำแหน่งงาน และระยะเวลาการทำงาน

สรุปข้อกฎหมายจราจรทางแรงงาน สวัสดิการนี้จำเป็นต้องจ่ายไหม
ข้อบังคับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้มีการระบุเงื่อนไขผูกพันภาคบังคับว่าทุกสถานประกอบการต้องจัดสรรเงินพิเศษส่วนนี้ให้แก่ลูกจ้าง การจ่ายเงินโบนัสจึงถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ "สวัสดิการพนักงานตามความสมัครใจ" ของตัวแทนผู้ว่าจ้าง โดยสัดส่วนตัวเลขค่างวดจะผันแปรไปตามนโยบายบริหารคลังภายใน ปัจจัยสภาพคล่องขององค์กร สถิติตัวเลขผลกำไรสุทธิประจำปี รวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ระบุไว้ในหน้าเอกสารสัญญาจ้างงานของแต่ละนิติบุคคล
5 ประเภทรูปแบบการจัดสรรเงินรางวัลพิเศษของพนักงานประจำ
โครงสร้างการกระจายเงินรางวัลในระบบปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก เพื่อให้มีความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันออกไป
1. โครงสร้างเงินโบนัสประจำปีตามรอบสรุปผลประกอบการบริษัท
รูปแบบ Annual Bonus คือระบบเงินโบนัสที่พนักงานออฟฟิศคุ้นเคยมากที่สุด โดยปกติระบบบัญชีจะทำการโอนจ่ายปีละ 1 - 2 ครั้ง (ช่วงกลางปีและหรือปลายปี) ค่าน้ำหนักของตัวเลขจะผูกโยงเข้ากับสถิติผลประกอบการโดยรวมตลอดทั้งปีขององค์กร เพื่อเป็นรางวัลและคำขอบคุณในความร่วมมือของบุคลากรทุกคน ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ทีมงานได้เป็นอย่างดี
2. รูปแบบการคำนวณผลตอบแทนตามเกรดผลงานหรือตัวชี้วัดบุคคล
ระบบ Performance Bonus จัดเป็นกลไกการตอบแทนผลลัพธ์ในการทำงานของพนักงานเป็นรายบุคคลหรือรายทีมโดยตรง โครงสร้างระบบจะผูกเข้ากับดัชนีตัวชี้วัดผลงาน (KPIs) ที่มีความชัดเจนและวัดผลได้จริงตามเกณฑ์มาตรฐาน ใครที่สามารถเค้นประสิทธิภาพงานจนทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะได้รับเงินโบนัสในสัดส่วนอัตราที่ทวีคูณสูงขึ้นตามลำดับขั้นเกรดประเมิน
3. เงื่อนไขสัญญากลุ่มแบ่งปันสัดส่วนผลกำไรสุทธิประจำรอบบัญชี
กลไก Profit-Sharing Bonus คือ นวัตกรรมการเงินที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกจ้างรู้สึกมีส่วนได้ส่วนเสียกับความสำเร็จของสถานประกอบการอย่างแท้จริง โครงสร้างข้อตกลงจะระบุสัดส่วนเป้าหมายด้านการเงินประจำรอบบัญชีไว้ชัดเจน หากบริษัททำกำไรสุทธิได้เกินเกณฑ์ เม็ดเงินส่วนต่างของผลกำไรนั้นจะถูกจัดสรรแบ่งมาจ่ายเป็นเงินโบนัสคืนกลับสู่พอร์ตของพนักงาน
4. เงินรางวัลพิเศษเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเร่งประสิทธิภาพงาน
ระบบ Incentive Bonus คือ เงินรางวัลพิเศษระยะสั้นที่มุ่งเน้นการกระตุ้นให้พนักงานบรรลุเป้าหมายเฉพาะกิจอย่างรวดเร็ว โดยระบบคลังจะทำการโอนจ่ายให้ทันทีเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น เช่น เงินพิเศษสำหรับทีมงานที่สามารถปิดระบบโปรเจกต์ขนาดใหญ่ได้ลุล่วงก่อนกรอบเวลาในสัญญา หรือทีมบริการลูกค้าที่ทำสถิติคะแนนความพึงพอใจได้สูงสุดในรอบไตรมาส
5. สิทธิประโยชน์จากการส่งมอบสถิติแนะนำบุคลากรหรือลูกค้ารายใหม่
รูปแบบ Referral Bonus จัดเป็นกลยุทธ์การบริหารต้นทุนที่คุ้มค่าขององค์กร โดยระบบจะมอบเงินโบนัสพิเศษให้แก่พนักงานปัจจุบันที่ช่วยคัดกรองและแนะนำคนรู้จักที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมเปิดสัญญางานประจำกับบริษัท (Employee Referral) หรือทำรายการแนะนำฐานลูกค้ารายใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่ารายได้และเพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้แก่พรรบริษัท
ข้อดีในการจัดสรรเงินพิเศษเพื่อรักษาพนักงานที่มีคุณภาพ
การดำเนินนโยบายกระจายเงินโบนัส นอกเหนือจากฐานเงินเดือนปกติ ไม่เพียงแต่สร้างความพึงพอใจให้แก่บุคลากรหน้างานเท่านั้น แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อโครงสร้างองค์กรในหลากหลายมิติ ช่วยกระตุ้นแรงจูงใจและขับเคลื่อนประสิทธิภาพงานให้พนักงานโฟกัสที่ "ผลลัพธ์" ของการทำงานที่จับต้องได้จริง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาพนักงานที่มีคุณภาพ (Employee Retention) ปรับลดสัดส่วนอัตราการลาออก ดึงดูดกลุ่มผู้สมัครระดับ Top Talent ในตลาดแรงงานให้สนใจเข้ามาร่วมงาน และสร้างความผูกพันต่อองค์กรในระยะยาว
วิธีการคำนวณโบนัสปลายปี
การคำนวณโบนัสปลายปีมีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กร แต่วิธีที่นิยมมากที่สุดคือการคำนวณจากฐานเงินเดือน ตัวอย่างเช่น หากคุณได้รับโบนัสปลายปี 2 เดือน และมีเงินเดือน 30,000 บาท คุณจะได้รับโบนัส 60,000 บาท (30,000 x 2) หรืออีกวิธีคือการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น โบนัส 200% หมายถึงคุณจะได้รับโบนัสเท่ากับ 2 เท่าของเงินเดือน
9 วิธีการบริหารเงินโบนัสปลายปีให้คุ้มค่าที่สุด
การซื้อของเพื่อให้รางวัลตัวเอง เป็นเรื่องที่ไม่ผิดเลยสักนิด หากคุณมีการบริหารเงินก้อนนั้นให้คุ้มค่าที่สุด ดังนั้น เราไปดูกันดีกว่าว่าวิธีบริหารเงินโบนัสปลายปีที่เรารวบรวมมาแบ่งปันมีอะไรบ้าง
1. ตั้งเป้าหมายทางการเงิน
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อได้เงินโบนัสมาแล้วก็คือ การตั้งเป้าหมายทางการเงิน ซึ่งจะต้องสามารถลงมือทำและประสบความสำเร็จได้ โดยยึดตามหลัก SMART 5 ข้อ ดังนี้
- มีความชัดเจน (Specific)
- ระบุจำนวนเงินได้ (Measurable)
- มีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ (Accountable)
- เป็นจริงได้ (Realistic)
- มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน (Time Bound)
2. แบ่งสัดส่วนโบนัสให้ดี
เมื่อกำหนดเป้าหมายทางการเงินเรียบร้อยแล้ว อันดับต่อไปก็จะต้องมาแบ่งสัดส่วนโบนัสให้ดี แนะนำให้แยกเงินโบนัสออกมาจากเงินเดือนเลย โดยควรจะแบ่งสัดส่วนโบนัสออกเป็น 4 ก้อน เพื่อกระจายการออม และสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งวิธีนี้ก็สามารถนำไปใช้ในการจัดสรรเงินเดือนได้เช่นกัน
- ก้อนที่ 1 นำไปใช้บริหารหนี้สิน
- ก้อนที่ 2 กระจายการลงทุน เพื่อเพิ่มพูนกำไรในอนาคต
- ก้อนที่ 3 เป็นการแบ่งเงินออม เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน
- ก้อนที่ 4 ให้รางวัลตัวเอง

3. แบ่งสำรองเป็นเงินฉุกเฉิน
จากข้อที่แล้วจะเห็นว่า เราควรจะแบ่งโบนัสส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออม เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า งานที่เราทำอยู่นั้นมีความมั่นคงเพียงใด หรืออาจจะมีปัญหาสุขภาพที่เข้ามาจนทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ก็ได้ ซึ่งแต่ละอาชีพก็มีความมั่นคงไม่เท่ากัน ดังนั้นการแบ่งจำนวนเงินฉุกเฉินก็จะไม่เท่ากัน
- อาชีพที่มีความมั่นคงสูง โอกาสตกงานน้อย - ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
- อาชีพที่มีความมั่นคงปานกลาง - ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
- อาชีพที่เป็นเจ้านายตัวเอง มีรายได้ไม่แน่นอน - ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
4. การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
หลาย ๆ คนอาจจะมองว่า การทำประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะยังมีสุขภาพที่แข็งแรงดีอยู่ ดังนั้น ก็อาจจะลองเปลี่ยนมาทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นการประกันความเสี่ยงในกรณีเสียชีวิต แต่ยังได้ผลพลอยได้จากการออม ผลตอบแทน และการลดหย่อนภาษี
5. การลงทุนตามที่ถนัด
หากคุณอยากให้เงินโบนัสที่ได้มางอกเงย และเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณในอนาคต ลองหันมาเริ่มต้นลงทุนดูก็ไม่เสียหาย โดยแนะนำให้กำหนดระยะเวลาที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความเสี่ยง แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
- เป้าหมายระยะสั้น ใช้เวลาทำให้สำเร็จไม่เกิน 1 ปี เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และรักษาเงินต้น เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น
- เป้าหมายระยะกลาง ใช้เวลาทำให้สำเร็จไม่เกิน 3-7 ปี เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงปานกลาง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น กองทุนรวมผสม เป็นต้น
- เป้าหมายระยะยาว ใช้เวลาทำให้สำเร็จมากกว่า 5 ปีขึ้นไป เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น หุ้น กองทุนรวมตราสารทุน เป็นต้น
6. คำนวณเงินที่ต้องใช้วัยเกษียณ
เพื่อให้คุณมีความพร้อมต่อการเกษียณอายุในอนาคต คุณควรจะหันมาสังเกตตัวเองว่า เงินเก็บที่เรามีอยู่เพียงพอต่อการเกษียณอายุหรือไม่ โดยควรจะมีเงินเก็บให้ได้อย่างน้อย 15% ของรายได้ก่อนหักภาษี หากเงินเกษียณคุณยังไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ การแบ่งเงินโบนัสมาเก็บในส่วนนี้ก็จะช่วยให้คุณสามารถเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณได้มากขึ้น

7. ทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย
การทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารเงินที่มีประสิทธิภาพ เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่ช่วยเตือนความจำให้คุณได้แล้ว ยังช่วยให้คุณเห็นภาพรวมด้านการเงินมากขึ้นว่า คุณแบ่งเงินไปเก็บไว้ส่วนไหนเท่าไหร่ รายจ่ายของเราสัมพันธ์กับรายได้หรือไม่ และมีรายจ่ายส่วนใดที่ลดลงได้หรือไม่
8. จัดการหนี้สินที่มี
หากคุณมีหนี้สินอยู่จำนวนหนึ่ง และวางแผนว่าจะนำเงินโบนัสทั้งหมดไปใช้ในการจัดการหนี้บางก้อนจนหมด แนะนำว่า ให้บริหารหนี้สินและจัดลำดับการชำระหนี้ให้ดี โดยเน้นจากการจัดการหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสูงก่อน เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้จากการขอสินเชื่อเงินด่วนพร้อมใช้ เป็นต้น จากนั้นค่อยนำส่วนที่เหลือชำระหนี้บ้าน คอนโด หรือรถยนต์ เพื่อให้เงินต้นน้อยลง
9. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
เชื่อว่าคงจะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่คิดว่า เมื่อได้โบนัสแล้วจะใช้จ่ายตามใจได้ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะมันอาจจะทำให้เงินโบนัสที่คุณได้มาหายวับไปกับตาได้ ดังนั้น การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อสร้างนิสัยในการใช้จ่ายที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อลดโอกาสเกิดหนี้จากการใช้เงินเกินตัว
วิธีการเลือกบริษัทที่มีโบนัสปลายปี
หากคุณกำลังมองหางานใหม่และต้องการบริษัทที่มีนโยบายจ่ายโบนัสปลายปีที่ดี ลองพิจารณาปัจจัยเหล่านี้
- ศึกษาข้อมูลประวัติการจ่ายโบนัสปลายปีของบริษัทย้อนหลัง 3-5 ปี
- สอบถามเกี่ยวกับนโยบายการจ่ายโบนัสในการสัมภาษณ์งาน
- ตรวจสอบผลประกอบการและความมั่นคงทางการเงินของบริษัท
- พิจารณาอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจ่ายโบนัสปลายปีสูง เช่น การเงิน เทคโนโลยี หรือพลังงาน
- ศึกษาเงื่อนไขการรับโบนัสปลายปี เช่น ต้องผ่านทดลองงานหรือต้องทำงานกี่เดือนจึงมีสิทธิ์ได้รับ

สรุปบทความ
และทั้งหมดนี้ก็คือ 9 วิธีการบริหารเงินที่เรารวบรวมมาแบ่งปันกันในบทความนี้ สำหรับคนที่กำลังจะได้รับเงินโบนัสในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินโบนัสให้ดี หรือจะนำไปปรับใช้กับการจัดสรรเงินเดือนได้เช่นกัน หากในระหว่างปีคนทำงานออฟฟิศจำเป็นต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีรายจ่ายฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนในชีวิตประจำวันเบียดแทรกเข้ามา จนส่งผลกระทบต่อระบบกระแสเงินสดหมุนเวียนรายวัน และมีความจำเป็นต้องมองหาพอร์ตวงเงินสำรองพร้อมใช้ในระบบมาช่วยเสริมสภาพคล่องชั่วคราว
การเลือกศึกษาผลิตภัณฑ์กลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลถูกกฎหมายเป็นทางออกที่แนะนำ ซึ่งบริการสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคลจากพรอมิสจัดเป็นระบบที่มีความโปร่งใส ปลอดภัย และอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของ ธปท. อย่างรัดกุม
คำถามที่พบบ่อย
ในระบบสรรพากรกระบวนการคิดคำนวณโบนัส ต้องหักภาษีอย่างไร
ตามเกณฑ์ประมวลรัษฎากร เงินรางวัลพิเศษหรือเงินโบนัส จัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภท 40(1) เช่นเดียวกับฐานเงินเดือนปกติ โครงสร้างระบบจะนำยอดเงินก้อนนี้ไปคำนวณรวมเป็นฐานรายได้สะสมรวมทั้งปีเพื่อประมวลผลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได โดยพนักงานประจำสามารถนำเอกสารสิทธิ์มาใช้เพื่อลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
คุณสมบัติพนักงานใหม่ต้องสะสมอายุงานกี่เดือนถึงจะได้รับสิทธิ์
ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและระเบียบสวัสดิการภายในของแต่ละองค์กรจดแจ้งไว้ชัดเจน ทว่าตามเกณฑ์มาตรฐานสากลทั่วไป พนักงานที่เพิ่งเริ่มต้นเปิดสัญญาและมีอายุงานสะสมไม่ครบ 1 ปีเต็ม (แต่ผ่านช่วงทดลองงานแล้ว) บริษัทมักจะใช้วิธีคำนวณคิดเงินรางวัลให้ตามสัดส่วนจำนวนเดือนที่ได้ปฏิบัติงานจริง (Prorate) เพื่อความยุติธรรมในระบบบัญชี
สถิติการหยุดลาประจำปีมีผลต่อสัดส่วนการหักมูลค่าเงินไหม
ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ประเมินผลงานของแต่ละบริษัทกำหนดไว้ล่วงหน้าหน้างาน โดยทั่วไปสิทธิ์การลาป่วยตามกฎหมายหรือการลาพักร้อนประจำปีจะไม่มีผลกระทบต่อสูตรคำนวณค้างจ่าย ทว่าหากมีสถิติการขาดงาน การละทิ้งหน้าที่ หรือกรณีที่กระแสเงินสดตึงตัวจนต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ของฝั่งองค์กร ปัจจัยผันแปรเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการพิจารณาจัดสรรสัดส่วนเงินที่จะได้รับ