ดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร? ชวนรู้จักวิธีคำนวณและความสำคัญสำหรับผู้ขอสินเชื่อ
เมื่อพูดถึงการขอสินเชื่อ หรือการกู้ยืมเงิน สิ่งแรกที่ผู้กู้ควรทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งคือเรื่องของดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะนี่คือต้นทุนทางการเงินที่เราต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาดอกเบี้ยเงินกู้ที่แตกต่างกันสามารถส่งผลต่อจำนวนเงินรวมที่คุณต้องชำระคืนได้อย่างมหาศาล การรู้หลักการคำนวณและกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้คุณต้องแบกรับภาระที่สูงเกินความจำเป็น

ดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร
ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ ค่าตอบแทน หรือค่าบริการที่ผู้ให้กู้ (ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินหรือบุคคลทั่วไป) เรียกเก็บจากผู้กู้ เพื่อเป็นผลตอบแทนจากการให้ยืมเงินต้นไปใช้จ่าย โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นี้จะถูกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเงินต้น และระยะเวลาที่กู้ยืม ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาจากเงินต้นที่คุณต้องชำระคืน ดอกเบี้ยเงินกู้จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจเลือกสินเชื่อ
ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย ร้อยละเท่าไหร่?
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายถูกกำหนดขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานและป้องกันไม่ให้ผู้ให้กู้เรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินจริง โดยกฎหมายได้แบ่งเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ตามประเภทของผู้ให้กู้
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างบุคคล
สำหรับการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสถาบันการเงิน กฎหมายกำหนดให้เรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ ได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หรือเทียบเท่าร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หากมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตรานี้จะถือว่าผิดกฎหมายทันที ดังนั้น การทำสัญญาเงินกู้ระหว่างบุคคลควรระบุอัตรานี้ให้ชัดเจน
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีกฎหมายเฉพาะที่อนุญาตให้เรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ รวมกันแล้วได้สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 25 ต่อปี (Effective Rate) โดยอัตราที่แท้จริงจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล

ดอกเบี้ยเงินกู้มีกี่แบบ คำนวณอย่างไร?
โดยทั่วไปแล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้ ในสินเชื่อจะแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ๆ ซึ่งมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทราบถึงความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณประเมินภาระผ่อนได้แม่นยำขึ้น
ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
ดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ การคิดดอกเบี้ย จากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดอายุสัญญา ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดมีจำนวนเท่ากันไม่เปลี่ยนแปลง วิธีนี้มักพบในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีข้อดีคือเข้าใจง่าย และผู้กู้ทราบยอดผ่อนที่แน่นอนตั้งแต่แรก แต่ข้อจำกัดคือไม่สามารถนำเงินก้อนมาโปะเพื่อลดดอกเบี้ยโดยรวมได้
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เป็นวิธีการคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ทำให้เมื่อคุณผ่อนชำระไปเรื่อย ๆ เงินต้นจะลดลง ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปลดลงตามไปด้วย มักพบในสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้าน ซึ่งมีข้อดีคือสามารถจ่ายเงินเกินค่างวด (โปะ) เพื่อให้เงินต้นลดลงเร็วขึ้น และประหยัดดอกเบี้ยโดยรวมได้
กฎระเบียบและข้อจำกัดเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศไทย
เพื่อให้การขอสินเชื่อของคุณปลอดภัยและเป็นธรรม การทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเงินกู้ จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้คุณถูกเอาเปรียบจากผู้ให้กู้ผิดกฎหมาย
1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางกรอบพื้นฐานการกู้ยืมเงิน โดยกำหนดว่าหากคู่สัญญาไม่ได้ตกลงเรื่องอัตรา ดอกเบี้ย กันไว้ กฎหมายให้คิดอัตรา ดอกเบี้ย ที่ร้อยละ 3 ต่อปี และระบุให้การกู้ยืมเงินที่มีมูลค่าเกิน 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือที่ลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงจะสามารถใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้
2. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำกับดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน และกำหนดให้ธนาคารต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อย่างโปร่งใสและชัดเจนแก่ผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการขอสินเชื่อ
3. พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
กฎหมายนี้ควบคุมดอกเบี้ยเงินกู้โดยตรง โดยระบุว่าบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งจำคุกและโทษปรับ เพื่อปราบปรามปัญหาเงินกู้นอกระบบ
4. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
กฎหมายนี้ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในการทำสัญญาต่าง ๆ รวมถึงสัญญากู้ยืมเงิน โดยกำหนดให้ข้อสัญญาต้องมีความเป็นธรรม ไม่แอบแฝงเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้กู้จนเกินไป ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการขอสินเชื่อ อย่างยุติธรรม
5. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศเพื่อกำกับดูแลสินเชื่อส่วนบุคคลโดยเฉพาะ โดยกำหนดเพดานอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี (Effective Rate) ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่สถาบันการเงินทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม

วิธีเลือกสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยเงินกู้เหมาะสมกับคุณ
การเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองเป็นหลัก
- เปรียบเทียบ Effective Rate: ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) เสมอ เพราะสะท้อนต้นทุนจริงของการขอสินเชื่อ
- พิจารณาความสามารถในการโปะ: หากคุณมีโอกาสได้เงินก้อนมาโปะหนี้ ควรเลือกสินเชื่อที่คิด ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เพราะจะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยโดยรวม
- ดูเงื่อนไขรวม: อย่ามองแค่ตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ให้ดูค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ประกอบด้วย เพื่อประเมินต้นทุนรวมของการขอสินเชื่อ
สรุปบทความดอกเบี้ยเงินกู้
การทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ และหลักการคำนวณถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ หากคุณกำลังมองหาสินเชื่อส่วนบุคคล หรือมีเรื่องด่วนต้องการใช้เงิน ให้มาเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส ที่อนุมัติทันใจใน 1 ชั่วโมง* เพื่อใช้จ่ายในเรื่องจำเป็น แต่ไม่แนะนำให้กู้เพื่อไปทำธุรกิจ หรือต่อยอดธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อย
ดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัวต่างกันอย่างไร?
ดอกเบี้ยคงที่ คิดจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดสัญญา ส่วน ดอกเบี้ยลอยตัว คิดจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ทำให้ดอกเบี้ยลดลงเรื่อย ๆ
H3 พรอมิสมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่าไหร่?
สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส มีอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ อยู่ในช่วง 15% - 25% ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
ดอกเบี้ย 15% - 25% ต่อปี
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษาเพิ่มเติม promise.co.th
*อนุมัติใน 1 ชั่วโมง เมื่อยื่นเอกสารครบก่อน 18.00 น. และไม่มีเหตุขัดข้อง
*ไม่ต้องไปสาขา สำหรับผู้มีรายได้ต่อเดือน 20,000 บาทขึ้นไป