ภาษีมรดกคืออะไร เช็กอัตราและวิธีคำนวณภาษีมรดก
การส่งต่อทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเรื่องสำคัญของทุกครอบครัว แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเมื่อรับมอบทรัพย์สินมูลค่าสูง จะมีเรื่องของภาษีมรดกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ อัตราจัดเก็บ และขั้นตอนการชำระภาษีอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ทายาทและผู้รับมรดกบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างราบรื่น โดยไม่เกิดภาระทางการเงินที่ไม่คาดคิดในอนาคต
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของภาษีมรดก

ภาษีการรับมรดกเป็นภาษีการค้าและทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่จัดเก็บจากผู้ได้รับมรดกเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต การเรียนรู้โครงสร้างของภาษีมรดกจะช่วยให้เห็นภาพรวมของกฎหมายและสามารถเตรียมความพร้อมทางภาษีได้อย่างเหมาะสม
นิยามของภาษีมรดก ตาม พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558
ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ภาษีมรดก หมายถึง ภาษีที่เรียกเก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว โดยจะคำนวณเฉพาะมูลค่ามรดกสุทธิส่วนที่เกินกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจัดเก็บโดยกรมสรรพากร
ประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี
กฎหมายกำหนดให้ทรัพย์สินที่มีการขึ้นทะเบียนทางกฎหมายอย่างชัดเจนในประเทศไทยและต่างประเทศ เป็นทรัพย์สินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีมรดก ซึ่งประกอบด้วย
- อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และคอนโดมิเนียม
- หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร และหน่วยลงทุน
- เงินฝากธนาคาร หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะเดียวกันซึ่งมีสิทธิถอนคืนจากสถาบันการเงิน
- ยานพาหนะที่มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ และเครื่องบิน
- ทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ตามที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา
เงื่อนไขและทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก
แม้จะมีการรับมรดก แต่องค์ประกอบและทรัพย์สินบางประเภทก็ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็น ดังนี้
- มรดกที่เจ้ามรดกยกให้แก่คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
- ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้น เช่น เงินค่าสินไหมทดแทนจากการประกันชีวิต (ถือเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังเจ้ามรดกเสียชีวิต)
- เครื่องใช้ส่วนบุคคล เครื่องประดับ พระเครื่อง วัตถุโบราณ หรือของสะสมที่ไม่ระบุชื่อผู้ถือครอง
- มรดกที่ยกให้แก่หน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์
- มรดกที่มีมูลค่ารวมสุทธิไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อผู้รับมรดกหนึ่งราย
บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมรดก
ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมรดก คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ได้รับมรดกมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ได้แก่ บุคคลสัญชาติไทย นิติบุคคลสัญชาติไทย ตลอดจนบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลต่างชาติที่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยจะคำนวณภาระภาษีจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ได้รับจริง
อัตราภาษีและเกณฑ์การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน

การคำนวณภาระภาษีจำเป็นต้องอาศัยหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าตามมาตรฐานของกรมสรรพากร ร่วมกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้มอบและผู้รับมรดก
อัตราภาษีมรดกสำหรับทายาททางสายเลือด (5%) และบุคคลอื่น (10%)
อัตราการจัดเก็บภาษีมรดกจะคิดจากมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท โดยแบ่งตามความสัมพันธ์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ อัตรา 5% สำหรับผู้รับมรดกที่เป็นบุพการี (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน) และอัตรา 10% สำหรับผู้รับมรดกที่เป็นบุคคลอื่นหรือญาติที่ไม่ใช่สายตรง
การประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ ยานพาหนะ และเงินฝาก
การประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อคำนวณภาษีมรดกจะยึดตามราคาประเมิน ณ วันที่ได้รับมรดก ดังนี้ อสังหาริมทรัพย์ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดิน, หลักทรัพย์จดทะเบียนใช้ราคาปิด ณ สิ้นวันทำการของตลาดหลักทรัพย์ฯ, เงินฝากคิดจากยอดเงินรวมดอกเบี้ยจนถึงวันที่ได้รับมรดก และยานพาหนะใช้ราคาประเมินการโอนกรรมสิทธิ์ตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก
ภาษีมรดกคิดยังไง สรุปสูตรคำนวณจากมูลค่าส่วนเกิน 100 ล้านบาท
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ภาษีมรดกคิดยังไง โดยมีสูตรคำนวณคือ "(มูลค่ามรดกสุทธิ - 100,000,000 บาท) x อัตราภาษี (5% หรือ 10%)" ตัวอย่างเช่น หากบุตรได้รับมรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์และเงินฝากรวมมูลค่า 150 ล้านบาท ส่วนเกินคือ 50 ล้านบาท นำมาคำนวณภาษีอัตรา 5% จะได้ (50,000,000 x 5%) = 2,500,000 บาท
ตัวอย่างการคำนวณกรณีผู้รับมรดกมีสิทธิตามกฎหมายและบุคคลภายนอก
กรณีมรดกสุทธิมูลค่า 200 ล้านบาท หากผู้รับเป็นบุตร (อัตรา 5%) คำนวณจากส่วนเกิน 100 ล้านบาท เสียภาษี 5,000,000 บาท แต่หากผู้รับเป็นเพื่อนสนิทหรือบุคคลอื่น (อัตรา 10%) จะคำนวณจากส่วนเกิน 100 ล้านบาทเท่ากัน แต่ต้องเสียภาษีในอัตรา 10,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าสองเท่า
ขั้นตอนการยื่นแบบบทลงโทษ และแนวทางการผ่อนชำระ

ผู้ได้รับมรดกที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างรัดกุม
ขั้นตอนการยื่นแบบ ภ.ม.60 และกำหนดเวลาชำระภาษี
ผู้รับมรดกต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (แบบ ภ.ม.60) พร้อมชำระภาษี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดก หากผู้รับมรดกเสียชีวิตก่อนยื่นแบบ ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทดำเนินการแทนตามกรอบเวลาที่กฎหมายอนุญาต
บทลงโทษและค่าปรับกรณีหลีกเลี่ยงหรือชำระภาษีมรดกล่าช้า
หากยื่นแบบภาษีมรดกเกินกำหนดเวลา จะต้องเสียเบี้ยปรับ 1 ถึง 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ พร้อมเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีค้างชำระ นอกจากนี้ การจงใจแจ้งข้อความเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษปรับทางอาญาและอาจระวางโทษจำคุกตามที่กฎหมายระบุไว้
เงื่อนไขการขอผ่อนชำระภาษีมรดกสูงสุด 5 ปี
เนื่องจากภาระภาษีมรดกอาจเป็นเงินก้อนใหญ่ กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีสามารถยื่นขอผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขดังนี้
- สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีมรดกได้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี
- หากผ่อนชำระเสร็จสิ้นภายใน 2 ปีแรก จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินเพิ่ม
- หากผ่อนชำระเกินกว่า 2 ปีขึ้นไป (ปีที่ 3 - 5) จะต้องเสียเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
- ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและงวดการชำระของกรมสรรพากรอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ
เทคนิคการวางแผนกระจายมรดกและการบริหารคลังครัวเรือน
การวางแผนจัดสรรทรัพย์สินล่วงหน้าช่วยลดภาระภาษีมรดกให้แก่ทายาทได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีแนวทางที่นิยมใช้ดังนี้
- ทยอยมอบทรัพย์สินให้บุตรหรือทายาทในขณะที่ยังมีชีวิต (ภาษีการให้) ซึ่งมีข้อยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีภาษี
- แปลงทรัพย์สินบางส่วนเป็นการทำประกันชีวิต โดยระบุชื่อทายาทเป็นผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเงินสินไหมทดแทนได้รับการยกเว้นภาษีมรดก
- จัดทำพินัยกรรมให้ชัดเจนและอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาการจัดสรรทรัพย์สินระหว่างทายาท
- สำรองสภาพคล่องทางการเงินให้ครอบครัว เพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์และภาษีที่เกี่ยวข้อง
สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส ทางเลือกวงเงินสำรองฉุกเฉินคนทำงาน
การจัดการเรื่องมรดกและการโอนกรรมสิทธิ์ต่าง ๆ อาจทำให้มีค่าใช้จ่ายหมุนเวียนเกิดขึ้น หากพนักงานประจำต้องการเงินก้อนยามฉุกเฉิน เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส พร้อมแนะนำทางเลือกสินเชื่อที่ยืดหยุ่น ด้วยอัตราดอกเบี้ย 15% - 25% ต่อปี อนุมัติวงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท* สมัครง่าย ไม่ต้องใช้ผู้ค้ำประกัน เพียงเป็นพนักงานประจำที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาทขึ้นไป สามารถยื่นสลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน (หากมีสลิปเงินเดือนก็สามารถนำมายื่นพิจารณาเบื้องต้นได้) โดยสามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชัน PROMISE ได้สะดวกโดยไม่ต้องไปสาขา* และทราบผลอนุมัติใน 1 ชั่วโมง*
สรุปแนวทางการบริหารจัดการมรดกและการวางแผนทางการเงิน
การศึกษาเรื่องภาษีมรดก และเข้าใจว่า ภาษีมรดกคิดยังไง เป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งให้แก่คนในครอบครัว การจัดสรรทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ ทำพินัยกรรมอย่างถูกต้อง และวางแผนภาษีมรดกล่วงหน้า จะช่วยปกป้องมูลค่าทรัพย์สินและส่งมอบมรดกให้แก่ทายาทได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก
มรดกมูลค่าเท่าไหร่ ถึงจะต้องเริ่มเสียภาษีมรดก
ผู้รับมรดกจะต้องเริ่มเสียภาษีมรดก เมื่อมรดกสุทธิที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายมีมูลค่ารวมส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป หากได้รับไม่เกิน 100 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษีมรดก
การคำนวณภาษีมรดก คิดยังไง หากผู้รับเป็นบุตรตามกฎหมาย
หากต้องการทราบว่า ภาษีมรดกคิดยังไง สำหรับบุตรตามกฎหมาย (ผู้สืบสันดาน) จะใช้อัตราภาษีมรดก 5% โดยคำนวณเฉพาะมูลค่ามรดกสุทธิส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท เช่น ได้รับมรดก 120 ล้านบาท จะนำส่วนเกิน 20 ล้านบาท มาคูณ 5% เท่ากับเสียภาษีมรดก 1 ล้านบาท
ต้องเตรียมวงเงินสำรองฉุกเฉินรับมือค่าใช้จ่ายมรดกอย่างไร
ควรจัดสรรเงินออมในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อสำรองไว้สำหรับค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าภาษีมรดก หรือค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการรับมอบมรดก
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
ดอกเบี้ย 15%-25% ต่อปี
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษาเพิ่มเติม promise.co.th
*อนุมัติใน 1 ชั่วโมง เมื่อยื่นเอกสารครบก่อน 18.00 น. และไม่มีเหตุขัดข้อง
*ไม่ต้องไปสาขา สำหรับผู้มีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาทขึ้นไป