ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม เช็กเกณฑ์รายได้และวิธีคำนวณ
การสร้างรายได้จากการเปิดร้านค้าออนไลน์กลายเป็นอาชีพเสริมยอดฮิตของพนักงานประจำหลายคน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีรายได้เข้ามา ปัญหาสำคัญที่ตามมาก็คือเรื่องขายของออนไลน์ภาษีต้องจัดการอย่างไร ต้องยื่นแบบไหน และมีเกณฑ์เงินได้เท่าไหร่ถึงจะต้องชำระภาษี การทำความเข้าใจข้อกฎหมายและวิธีคำนวณอย่างถูกต้อง จะช่วยให้บริหารจัดการรายรับได้อย่างสบายใจและไม่เกิดปัญหาภาษีย้อนหลัง
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการขายของออนไลน์

การหารายได้จากการค้าขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร การทำความเข้าใจโครงสร้างเรื่องขายของออนไลน์ภาษี จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ทุกคน
ความหมายของขายของออนไลน์ภาษี และเกณฑ์รายได้ตามกฎหมาย
ตามกฎหมายแล้ว รายได้จากการค้าขายออนไลน์จัดอยู่ในเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 หรือมาตรา 40(8) ไม่ว่าจะเปิดร้านผ่านโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ หากมีรายได้รวมเกิน 120,000 บาทต่อปีภาษี มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีขายของออนไลน์ เพื่อแสดงรายการเงินได้ตามกฎหมาย แม้คำนวณแล้วอาจยังไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม
ประเภทภาษีที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าออนไลน์ (ภ.ง.ด.90/94 และ VAT)
ประเภทภาษีที่ร้านค้าออนไลน์ต้องทำความเข้าใจเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง ประกอบด้วย
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) สำหรับรายได้ช่วงมกราคม - มิถุนายน ต้องยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายนของปีนั้น
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90) สำหรับสรุปรายได้ทั้งปี ยื่นภายในเดือนมกราคม - เมษายนของปีถัดไป
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในกรณีที่มีรายรับจากการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกินเกณฑ์
เงื่อนไขการตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)
กรมสรรพากรมีระบบรายงานข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะ (e-Payment) โดยสถาบันการเงินจะส่งข้อมูลให้สรรพากรตรวจสอบเมื่อเข้าเงื่อนไขดังนี้
- มีรายการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี (โดยไม่จำกัดยอดเงินรวม)
- มีรายการฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปต่อปี และมียอดเงินรวมกันตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป
ขั้นตอนการคำนวณและการยื่นภาษีขายของออนไลน์

เมื่อทราบเกณฑ์เงินได้แล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการคำนวณภาระภาษีและเตรียมเอกสารเพื่อยื่นภาษีขายของออนไลน์ให้ถูกต้องตามกำหนดเวลา
สูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดและค่าลดหย่อน
การคำนวณภาษีเงินได้ใช้สูตร "(รายได้ทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่า ลดหย่อนภาษี) = เงินได้สุทธิ" จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคูณกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได (5% - 35%) เช่น มีรายได้จากการขายของ 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% (480,000 บาท) หักลดหย่อนภาษีส่วนตัว (60,000 บาท) เหลือเงินได้สุทธิ 260,000 บาท เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้น ส่วนที่เหลือ 110,000 บาท เสียภาษีอัตรา 5% เท่ากับชำระภาษี 5,500 บาท
เปรียบเทียบการหักค่าใช้จ่ายตามจริงกับการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา
ผู้มีรายได้มาตรา 40(8) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 รูปแบบตามความเหมาะสมของธุรกิจ
- การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา: หักได้ 60% ของรายได้ สะดวก ไม่ต้องใช้หลักฐานซับซ้อน เหมาะกับร้านค้าที่มีต้นทุนไม่สูงนัก
- การหักค่าใช้จ่ายตามจริง: หักได้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ต้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และเก็บหลักฐานใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีไว้อย่างครบถ้วน เหมาะกับร้านค้าที่มีต้นทุนสินค้าสูงเกิน 60%
ขั้นตอนการยื่นภาษีขายของออนไลน์ ผ่านระบบ e-Filing กรมสรรพากร
การยื่นภาษีขายของออนไลน์ทำได้สะดวกผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต โดยมีขั้นตอนดังนี้
- เข้าสู่เว็บไซต์ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร แล้วเลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (หรือ ภ.ง.ด.94 สำหรับครึ่งปี)
- กรอกข้อมูลรายได้มาตรา 40(8) และระบุรูปแบบการหักค่าใช้จ่าย (แบบเหมาหรือตามจริง)
- กรอกรายการสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีต่าง ๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว กองทุน หรือประกันภัย
- ตรวจสอบยอดภาษีที่ต้องชำระหรือยอดภาษีที่ได้คืน จากนั้นยืนยันการยื่นแบบและชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์
บริหารจัดการรายรับรายจ่ายและวางแผนการเงินประจำเดือน

การจัดการขายของออนไลน์ภาษีให้เป็นเรื่องง่าย จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการทางการเงินที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เห็นกระแสเงินสดที่แท้จริงและป้องกันปัญหาเงินขาดมือ
การแยกบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัวออกจากรายได้จากการขายสินค้า
พนักงานประจำที่มีอาชีพเสริมควรเปิดบัญชีธนาคารสำหรับร้านค้าออนไลน์แยกออกจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวอย่างชัดเจน เพื่อให้บันทึกรายรับรายจ่ายได้แม่นยำ คำนวณกำไรสุทธิได้ง่าย และเป็นหลักฐานที่ชัดเจนเมื่อต้องยื่นภาษีขายของออนไลน์
การจัดสรรเงินออมสำรองและรักษาสภาพคล่องทางการเงินครัวเรือน
การค้าขายย่อมมีความผันผวน ควรสำรองเงินส่วนหนึ่งไว้ประมาณ 5-10% ของรายได้ในแต่ละเดือนเพื่อเป็นกองทุนชำระภาษี และควรจัดสรรเงินออมสำรองฉุกเฉินต่างหาก เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินครัวเรือนไม่ให้ติดขัด
สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส ทางเลือกวงเงินสำรองฉุกเฉินคนทำงาน
สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้แน่นอนและต้องการวงเงินสำรองยามฉุกเฉินในชีวิตประจำวัน ขอแนะนำสินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิสที่เป็นทางเลือกสินเชื่อยืดหยุ่น เหมาะสำหรับกลุ่มพนักงานประจำที่ต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 15% - 25% ต่อปี อนุมัติวงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท* สมัครง่าย ไม่ต้องใช้ผู้ค้ำประกัน เพียงเป็นพนักงานประจำที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาทขึ้นไป ยื่นสลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน (หากมีสลิปเงินเดือนก็สามารถนำมายื่นพิจารณาเบื้องต้นได้) โดยสามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชัน PROMISE ได้สะดวกโดยไม่ต้องไปสาขา* และทราบผลอนุมัติใน 1 ชั่วโมง*
สรุปแนวทางการบริหารรายได้และการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง
การทำความเข้าใจเรื่องขายของออนไลน์ภาษี ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ช่วยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น การจัดเก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และการยื่นภาษีขายของออนไลน์ตรงตามกำหนดเวลา จะช่วยให้คนทำงานบริหารรายได้เสริมได้อย่างยั่งยืนและไร้ความกังวล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขายของออนไลน์ภาษี
พนักงานประจำที่มีอาชีพเสริม ต้องยื่นภาษีขายของออนไลน์อย่างไร
พนักงานประจำต้องนำเงินเดือนมาตรา 40(1) ยื่นรวมกับรายได้ขายของออนไลน์มาตรา 40(8) ในแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี โดยนำเงินได้ทั้งสองส่วนมารวมกันแล้วหักค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนภาษีตามเกณฑ์
ขายของออนไลน์รายได้เท่าไหร่ ถึงจะต้องเริ่มจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อร้านค้าออนไลน์มีรายรับจากการขายสินค้าเกิน 1,800,000 บาทต่อปีภาษี มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต่อกรมสรรพากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกินเกณฑ์
พนักงานประจำที่มีรายได้ประจำ สมัครสินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิสอย่างไร
พนักงานประจำที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาทขึ้นไป สามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชัน PROMISE ได้สะดวก โดยเตรียมบัตรประชาชนตัวจริง และสลิปเงินเดือน นำมายื่นทำรายการและรอรับผลการอนุมัติ
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
ดอกเบี้ย 15%-25% ต่อปี
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษาเพิ่มเติม promise.co.th
*อนุมัติใน 1 ชั่วโมง เมื่อยื่นเอกสารครบก่อน 18.00 น. และไม่มีเหตุขัดข้อง
*ไม่ต้องไปสาขา สำหรับผู้มีรายได้ต่อเดือน 15,000 บาทขึ้นไป